วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

FLAM - FLAMSBANA



FLAM กับรถไฟสายโรแมนติก FLAMSBANA

         เมื่อได้เดินทางมาถึงนอร์เวย์แล้ว ที่หมายสองแห่งที่ไม่ควรพลาดการเยือน ก็คือ เมืองฟลัม เมืองเล็กๆที่สวยประทับใจไม่รู้ลืม และเมืองเบอร์เก้น เป็นเมืองท่าและอดีตเมืองหลวงที่น่าจะไปเยือนอย่างน้อยที่สุดเป็นครั้งหนึ่งของเรา  ลองติดตามไปกับผมนะครับ

     จากออสโล เราเดินทางไปยังเมืองฟลัม ทางรถโค้ช ระยะทาง 333 กิโลเมตร แต่ว่าต้องพักรถที่เมืองกอล Gol  เพื่อให้คนขับได้พักผ่อนตามกฎหมาย เราก็ได้เข้าห้องน้ำ หากาแฟดื่มกัน 
แวะพักรถที่โรงแรมเพอร์ส เมืองกอล
        แล้วก็ออกเดินทางต่อ รวมเวลาเดินทางด้วยรถก็ราว 5 ชั่วโมงเศษ (การเดินทางระหว่างออสโลไปเบอร์เก้น มีรถไฟให้นั่งอย่างสบายใจเฉิบ แต่หากจะไปเมืองฟลัม ต้องลงสถานีเมียร์ดาล Myrdal แล้วต่อรถไฟสายโรแมนติก ฟลัมส์บานา ไปถึงเมืองฟลัมได้ครับ ไม่ลำบาก เพราะมีวันละหลายขบวน)
เส้นทางเดินรถไฟ NSB จากออสโลไปเบอร์เก้น
    แรกถึงเมืองฟลัม จะเห็นภูมิประเทศรอบด้านเป็นภูเขา เมืองฟลัมตั้งอยู่ในบริเวณพื้นราบตรงหุบเขา ปลายของ “อาวแลนด์ฟยอร์ด” Aurlandsfjord  ซึ่งเป็นสาขาของฟยอร์ดชื่อดังรู้จักกันทั่วโลก คือ  “ซอจ์นฟยอร์ด” Sognefjord (จะกล่าวถึงอีกครั้ง)  น้ำทะเลสีเขียวเข้ม เห็นเรือสำราญลำโตจอดเทียบท่าอยู่ (น้ำคงลึกมาก จนเป็นท่าเรือน้ำลึกได้)
แผนที่ ซอจ์นฟยอร์ด นอร์เวย์
     สิ่งที่สะดุดตาในแวบแรกที่มองเห็นเมืองฟลัมเข้าสู่ในสายตา เห็นสีสันอันสดใส ของอาคารไม้ชั้นเดียวสร้างกระจัดกระจายไปตามแนวริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว และขาว และแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านซอกเขาฉายไปบนสีเขียวของต้นไม้  สวยงามจนบรรยายไม่ได้ดีเท่ากับภาพที่จะบรรยาย คำว่า ฟลัม Flam เป็นคำเรียกในภาษานอร์สโบราณที่แปลว่า “ที่ราบ” ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขา และอยู่ปากแม่น้ำฟลัม the Flam river ชุมชนนี้มีความเก่าเท่าที่บันทึกมาตั้งแต่ ค.ศ.1340

ภาพเมืองฟลัม สวยน่ารัก
     ลงจากรถแล้วลงไปเดินสำรวจตามถนนที่มุ่งไปยังท่าเรือ พร้อมกับเรือลำโตจอดเทียบอยู่ ลักษณะเป็นเรือสำราญมีห้องพักเป็นแถว เรียงให้เห็นหลายชั้น

     อาคารสีแดงเข้มหลังคาสีน้ำตาล เป็นอาคารสถานีรถไฟฟลัม Flam Station มองเห็นรถไฟจอดอยู่ทั้งขบวนทาด้วยสีเขียวเข้มพร้อมด้วยชื่อว่า “ฟลัมส์บานา” Flamsbana ขบวนนี้แหละที่พรุ่งนี้เช้าจะได้นั่ง
หัวรถไฟฟลัมส์บานา
สถานีรถไฟเมืองฟลัม
     ถัดไปเป็นอาคารไม้สองชั้น หลังคากระเบื้องสีน้ำตาลแดง อาคารทาสีเหลือง เป็นอาคารชั้นบนเป็นอพาร์ตเมนต์ ชั้นล่างขายของที่ระลึก มีร้านคอฟฟี่ช้อป  ด้านหลังมีอาคารไม้ชั้นเดียวทาสีแดงเข้มขายของที่ระลึก มองภาพรวมแล้ว ชุมชนเมืองนี้ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวแน่นอน





ยินดีต้อนรับสู่ฟลัม - Troll
     ของที่ระลึกที่มีจำหน่ายก็มีเสื้อกันหนาวติดธงชาตินอร์เวย์ เสื้อยืดหลากหลายรูปแบบ ถุงมือ หมวก อุปกรณ์กันหนาวอื่นๆ และของฝาก ของที่ระลึก แม็กเนต ฯลฯ



     มุมสำหรับการถ่ายภาพ ไม่จำกัด เพราะธรรมชาติมีเหลือเฟือ หันไปด้านใด สามารถใช้เป็นฉากหลังของภาพได้เลย

ผลไม้เต็มต้น ข้างทาง (อยากชิมจัง)
     เราเลือกซื้อได้เสื้อกันหนาวสีเทาเรียบร้อยแต่เท่ห์ หากจะพูดถึงราคาแล้ว ข้าวของที่นอร์เวย์นี้ราคาไม่แพงเลย ดังนั้นจึงตัดสินใจซื้อได้ คุณภาพและฝีมือการเย็บก็ดีมากครับ  ท่านที่แลกเงินมาไม่มากเพราะคิดว่าจะไม่ซื้ออะไร หากมาถึงที่นี่จะได้ทราบว่า เงินหมดเป็นอย่างไร และก็ยังมีของที่อยากซื้ออีกเยอะแยะ   อุปกรณ์กันความหนาวเย็นตั้งแต่เสื้อยืดอย่างบาง จนถึงระดับกันหนาวสุดขั้วมีจำหน่ายให้น้ำลายหก  (ท่านสามารถใช้เงินสกุลยูโรได้)


โรงแรมเฟรทไฮม์ Fretheim Hotel, Flam Norway
เป็นโรงแรมประวัติศาสตร์ของยุโรปครับ
    ค่ำคืนนี้เราพักแรมที่โรงแรมเฟรทไฮม์ Fretheim Hotel เป็นอาคารไม้สามถึงสี่ชั้นทาสีขาวสว่าง ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เชิงเขา เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ (ยังมีโรงแรม และอพาร์ตเมนท์ อีกสองสามแห่ง แต่มีขนาดเล็กกว่า)  อาหารเย็นก็กินกันที่ห้องอาหารอยู่ชั้นล่าง กับชั้นสอง ของโรงแรม

      Hightlight หรือจุดขายของเมืองฟลัม ก็ได้แก่ การล่องเรือชมความงามตามธรรมชาติของฟยอร์ด และ การขึ้นรถไฟสายโรแมนติก ฟลัมส์บานา และ การเดินไต่เขาชมธรรมชาติตามเส้นทางที่กำหนด (คิดว่าต้องมีคนนำทางท้องถิ่นจะปลอดภัยกว่า  เพราะดูจากแผนที่เส้นทางแล้ว ชาวดอยอย่างเรามีสิทธิ์หลงทางได้ง่ายครับ)


     Sognefjord ซอจ์นฟยอร์ด คือฟยอร์ดที่ใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์ และใหญ่เป็นอันดับสามของโลก  มีความยาว 205 กิโลเมตร จุดที่ลึกที่สุดถึง 1,308 เมตร ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ความกว้างของฟยอร์ดมากที่สุด 4.5 กิโลเมตร หน้าผาที่อยู่สองข้างอาจสูงชันถึง 1 กิโลเมตร ซอจ์นฟยอร์ดมีสาขาแยกย่อยมีชื่อเรียกเป็นฟยอร์ดอีกมากมายหลายชื่อ ตรงบริเวณเมืองฟลัม เป็นสาขาฟยอร์ดที่เรียกว่า “อาวแลนด์ฟยอร์ด” Aurlandsfjord 


      Fjord ฟยอร์ด คือลักษณะของภูมิประเทศของภูเขาและหุบเขาที่เป็นพื้นรองรับธารน้ำแข็ง Glacier อ่านว่า “กลาเซียร์” น้ำแข็งจะมีความหนาตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป จนถึงนับพันเมตร เมื่อมีการเคลื่อนที่ของผิวเปลือกโลก การเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็งที่ทั้งหนักและแข็ง สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของภูเขา หุบเขาให้เป็นร่องรอยครูด เซาะหินให้ลึกลงไปทั้งสองข้างของหุบเขา หินก็จะถูกบดเบียดจนแตกและเปลี่ยนรูปร่าง  เหตุการณ์นี้เกิดมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง นับพันนับหมื่นปี เมื่อโลกร้อนขึ้นน้ำแข็งละลายหมด คงเหลือสภาพฟยอร์ดให้เราเห็นเช่นปัจจุบันนี้

เรือที่จะนำเราล่องซอจ์นฟยอร์ด



Naeroyfjord
Dyrdal at Naeroyfjord
Gudvangen จุดหมายปลายทาง
เวลา 0900 น. เรือชมฟยอร์ดจะแล่นออกจากท่าเมืองฟลัม ผ่านเขาและหน้าผาสูงทางซ้ายมือ ทางขวามือจะผ่านชุมชนเล็กๆชื่อ อาวแลนด์วานเก้น Aurlandsvangen บริเวณนี้เป็นฟยอร์ดที่ชื่อว่า อาวแลนด์ฟยอร์ด ตามชื่อชุมชุนทางขวามือนี่เอง เรือแล่นไปอย่างช้าๆ ราบเรียบ บนผิวน้ำสีน้ำเงินเข้ม ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกครึ้ม คล้ายฝนจะตก  แล่นขึ้นเหนือไปจนสุด เป็นบริเวณสามแยกของฟยอร์ด เรือจะเลี้ยวซ้ายแบบหักศอก ทางขวามือจะมองเห็นร่องน้ำไกลออกไปสุดสายตา ขณะนี้เรือกำลังแล่นเข้าสู่ฟยอร์ดอีกชื่อหนึ่ง คือ แนรอยฟยอร์ด Naeroyfjord ก็เป็นสาขาหนึ่งของซอจ์นฟยอร์ดเช่นกัน เรือแล่นให้เราชมทิวทัศน์สองข้างทางไม่ว่าจะเป็นชุมชน น้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงแตะเมฆ แล้วก็ถึงชุมชนเล็กๆชื่อ เดียร์ดาล Dyrdal เรือจะจอดแวะตรงนี้ราว 5 - 10 นาทีให้ถ่ายภาพ แล้วก็ออกแล่นต่อไปยังจุดหมายปลายทางคือ เมืองกุดวานเก้น Gudvangen เราจะขึ้นจากเรือตรงเมืองนี้เลย เพราะจะต้องทำเวลา คือให้รถโค้ชมารอรับ เราจะนั่งรถโค้ชกลับไปยังฟลัม รับประทานอาหารกลางวัน และจะได้ทันขึ้นรถไฟด้วย (หมายเหตุรถโค้ชจะแล่นตัดผ่านอุโมงค์ลอดภูเขา จึงมาถึงเมืองฟลัมในเวลาไม่นานนัก)
ท่าเรือเมืองกุดวานเก้น Gudvangen pier
ฟลัมส์บานา Flamsbana รถไฟสายโรแมนติก ของท้องถิ่นที่จะนำเราเดินทางลัดเลาะสูงขึ้น สูงขึ้น ไปตามภูมิประเทศที่สวยงาม ทั้งสองข้างทาง ผ่านโตรกเขา น้ำตก หน้าผา ทางเดินตามไหล่เขา เลียบแม่น้ำเป็นบางส่วน
ยินดีต้อนรับคนไทยทุกท่าน (คนไทยนิยมมาเที่ยวรถไฟฟลัมส์บานามากครับ)
แผนผังเส้นทางเดินรถไฟที่แล่นไต่เขาสูงขึ้นเรื่อยๆ
      เส้นทางผ่านสถานีรถไฟต่างๆตามลำดับ
Flam สถานีรถไฟต้นทาง    สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2 เมตร
Lunden                 สูงกว่าระดับน้ำทะเล 16 เมตร
Hareina                 สูงกว่าระดับน้ำทะเล 48 เมตร
Dalsbotn                         สูงกว่าระดับน้ำทะเล 200 เมตร
Berekvam สูงกว่าระดับน้ำทะเล 345 เมตร
Blomheller สูงกว่าระดับน้ำทะเล 450 เมตร
Kardal สูงกว่าระดับน้ำทะเล 556 เมตร
Kjosfossen สูงกว่าระดับน้ำทะเล 669 เมตร
Reinunga         สูงกว่าระดับน้ำทะเล 768 เมตร
Vatnahalsen สูงกว่าระดับน้ำทะเล 811 เมตร
Myrdal สูงกว่าระดับน้ำทะเล 866 เมตร



Huldra ในชุดสีส้มออกมาร่ายรำด้านหน้าน้ำตก  ต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือน
ฝรั่งก็นิยมเดินทางมาเหมือนกัน วันนี้มีคนไทยน้อยครับ
รถไฟจะจอดที่สถานีจอสฟอสเซ่น Kjosfossen เป็นเวลา 5 นาทีเพื่อให้ลงไปถ่ายภาพน้ำตกที่สูง 225 เมตร น้ำนี้จะไหลมาจากทะเลสาบบนเขาชื่อทะเลสาบ Reinungavatnet และทะเลสาบ Seltuftvatnet ในช่วงฤดูร้อนเทศกาลท่องเที่ยวจะมีเสียงเพลงดังไปทั่วหุบเขา บนไหล่เขาข้างน้ำตกจะมีสุภาพสตรีในชุดสีส้มออกมาเต้นเริงระบำไปตามเสียงเพลง เธอคือ Huldra นางไม้ในเทพนิยายของสแกนดิเนเวีย และเทพนิยายของนอร์เวย์  และเราก็มีบุญที่ได้ยลโฉมแม่นางไม้เลอโฉมแห่งนอร์เวย์ปรากฎกายเริงระบำประกอบเสียงเพลงให้ได้ชม จนเพลิน ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถก่อนจะตกรถไฟ


ยินดีต้อนรับ - Troll
ไม่นานนักรถไฟก็เทียบชานชาลาสถานีเมียร์ดาล
ที่สถานีเมียร์ดาล เราเปลี่ยนขบวนรถไฟไปยังขบวนรถไฟสายเบอร์เก้นไลน์ Bergen Line เพื่อไปลงสถานีวอสส์ Voss (เราไม่นั่งไปสุดสายที่เมืองเบอร์เก้นหรอกครับ เพราะเรามีจุดหมายที่จะไปแวะชมโรงแรมที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับ) ใช้เวลาเดินทางในช่วงนี้เพียง 50 นาทีเท่านั้นครับ (มีรถไฟแล่นวันละ 5 ขบวน ดังนั้น ไม่ทันขบวนนี้ก็รอขบวนต่อไปได้)
ถึงสถานีวอสสVoss แล้วครับ ลงจากรถไฟก็เห็นตุ๊กตาทรอลล์ ตัวใหญ่มากยืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว

Fleischer's Hotel , Voss  Norway
ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ออกจากสถานีรถไฟมายืนบนถนนมองไปทางขวามือจะเห็นโรงแรมหนึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาไม่สูงนัก ชักธงสีเทา นั่นละคือ โรงแรมฟลิสเชอรFleischer’s Hotel เดินขึ้นไปบนล้อบบี้ชั้นสอง จะเห็นห้องที่เขาเก็บรักษาเอาไว้ มีกระดาษใส่ในกรอบรูป ประดับอยู่ที่บนผนังห้อง ส่องดูจะเป็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และลายพระหัตถ์พระองค์เจ้าชายที่โดยเสด็จ อาทิ อุรุพงษ์ , บริพัฒน์ , สมมตอมรพันธุ์  และลายมือชื่อฝรั่งที่ตามเสด็จ น่าจะเป็นกัปตันเรือนะครับ ทั้งหมดลงวันที่ 22nd. July 1901 ครับ เห็นแล้วก็อดปลื้มไม่ได้นะ หนึ่งร้อยกว่าปีแล้ว ฝรั่งเขายังเก็บรักษาหลักฐานนี้ไว้เป็นอย่างดี แยกแยะได้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ มากกว่าคนไทยบางคน ที่เห็นต่าง เหมือนไม่ใช่คนไทย
(หมายเหตุที่สถานีรถไฟ จะต้องหยอดเหรียญเพื่อเข้าห้องน้ำ หากพอจะทนไหว ก็เดินไปให้ถึงโรงแรมก็จะไม่ต้องเสียตังค์)
ต่อจากเมืองวอสส์ เราก็ใช้พาหนะรถโค้ชที่วิ่งมารอรับเราเพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองเบอร์เก้น อันเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับช่วงนี้

ติดตามตอนต่อไป การเยือนเบอร์เก้น นอร์เวย์ ครับ



วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

HELSINKI ที่น่ารัก


HELSINKI ที่น่ารัก

        “เห” สวัสดีครับ เป็นคำทักทายของคนฟิน ภาษาฝรั่งเขียนว่า hei โปรดระมัดระวังการออกเสียงของเราด้วย ว่า ต้องไม่มีไม้โท ไม่งั้นความหมายจะเปลี่ยนไป

        กรุงเฮลซิงกิ Helsinki เป็นเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ ชื่อนี้หากได้ยินก็คุ้นๆ รู้จักดีครับ แต่เพื่อนสวีเดนเรียกว่า “เฮลซิงฟอชHelsingfors ฟังแล้วส่ายหน้าไม่เข้าใจ แม้ว่าจะเป็นชื่อโบราณเก่าแก่หรือชื่อเดิมครับ (เฮลซิงมาจากชื่อเรียกหมู่บ้านชุมชนตรงนี้ , ส่วนฟอช แปลว่าไหลเร็วเชี่ยวกราก หมายถึงน้ำในแม่น้ำวานต้า Vantaa river) 
ส่วนชื่อประเทศ คนฟินเรียกประเทศตัวเองว่า “ซัวมี่” Suomi  ที่มัววุ่นกับชื่อแซ่ก็ต้องการเปิดหน้าต่างแนะนำให้คนไทยรู้จักฟินแลนด์ดีขึ้นอีกนิด
เครื่องแต่งกายชาวซามิ
เราก็เรียกชื่อที่เราคุ้นก็แล้วกันเพราะฝรั่งทั่วไปรู้จักเป็นใช้ได้  กรุงเฮลซิงกิเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศตั้งอยู่ติดปากอ่าวฟินแลนด์ของทะเลบอลติก Baltic Sea มีผู้คนอาศัยอยู่เรียกว่าหนาแน่นครับ แต่ก็เพียงหนึ่งล้านคนเศษเท่านั้นโล่งกว่ากรุงเทพฯมากมาย จากตำแหน่งที่ตั้งนี้ทำให้คนฟินที่อาศัยที่นี่มีปฎิสัมพันธ์กับชนสามชาติใกล้เคียงได้แก่ เอสโทเนียทางทิศใต้ , รัสเซียทางทิศตะวันออก , สวีเดนทางทิศตะวันตก

ส่วนคนฟินทางภาคเหนือจะมีชาติพันธุ์ที่ชัดเจนเรียกตัวเองว่า “ชาวแลพLappland หรือเรียกตัวเองว่า “ชาวซามิSami ชาติพันธุ์นี้กระจายกันอาศัยอยู่ในภาคเหนือในประเทศนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และรัสเซีย ว่ากันว่ามีเชื้อสายผสมผสานทั้งจีนมองโกเลีย รัสเซีย และฝรั่ง ทำให้รากฐานของภาษาที่ใช้ และ ขนบธรรมเนียม ผสานหลายเชื้อชาติ  เมืองหลวงของชาวซามิ คือ เมืองโรวานิเอมิ Rovaniemi เมืองนี้เป็นที่อยู่ของหมู่บ้านซานตาคลอส (ตัวเป็นๆครับ) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นรุ้งอาร์กติคเซอร์เคิล Arctic Circle (66.5 องศาเหนือ) พอดิบพอดี
ผลิตภัณฑ์จากเขาและหนังเรนเดียร์ ชาวซามิ
 
กวางเรนเดียร์ป่า วิ่งไปข้างๆรถของเรา ระหว่างเดินทางขึ้นนอร์ดแคป
       เฮลซิงกิ มีโอกาสได้เดินทางมาเยือนทั้งสิ้น สามครั้ง แต่ก็ไม่ได้อยู่นาน คงมีโอกาสได้พักเพียงครั้งละหนึ่งคืนเท่านั้น จึงจะสรุปจุดท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับเวลาสัก แปดชั่วโมง ไม่นับเวลากินข้าว พักผ่อนนะครับ
การเดินทางมายังเฮลซิงกิมาได้สองทางที่คนนิยมพอๆกัน
1.ทางเครื่องบิน หากมาจากบ้านเราก็ไม่มีไฟลท์ตรงของการบินไทย ต้องไปลงที่สนามบินอาร์ลันดา สต็อคโฮล์ม แล้วเปลี่ยนเครื่องเอสเอเอส หรือ ฟินแอร์ หากมาจากโคเปนเฮเกน นอร์เวย์ ก็มีเที่ยวบินวันละหลายเที่ยว

2.ทางเรือสำราญซิลยาไลน์ Silja Lines แล่นไปมาระหว่างสต็อคโฮล์มกับเฮลซิงกิทุกวัน นอนค้างบนเรือเปลี่ยนบรรยากาศดี มีร้านอาหาร ขายของที่ระลึก กาสิโน ร้านค้าปลอดภาษี มีของดีอีกหลายอย่าง ยังราคาถูกกว่าเครื่องบิน

เรือโดยสารซิลยาไลน์ Silja Line  สต็อคโฮล์ม-เฮลซิงกิ
ห้องพักของผมครับ หน้าต่างชมวิวทะเลตลอดทาง
สิ่งอำนวยความสะดวกสบายระหว่างเดินทาง อยู่ที่ชั้น 7 Silja Lines

โรงแรมที่พักก็ชอบโรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า Radisson Blu Plaza (สแกนดิเนเวีย มีเครือโรงแรมเรดิสัน บลู มากมาย มีหลายระดับราคา เช่น โรยัล , พลาซ่า , วอเตอร์ฟรอนท์) เพราะอยู่กลางเมืองที่เราพอจะเดินด้วยเท้าไม่ต้องพึ่งรถรา แม้จะช้อปปิ้งจนแขนแทบหัก ก็ยังพอแบกกลับโรงแรมไหว ไม่ไกลเกินไป



เมื่อได้ที่พักแล้วเตรียมการจากแผนที่โดยใช้โรงแรมที่พักเป็นจุดศูนย์กลางจะง่ายที่สุด (ผมใช้วิธีศึกษาตั้งแต่ก่อนไปจนกระทั่งหลังกลับมา จะทบทวนจนจำได้ ผมใช้วิธีนี้กับทุกเมืองทุกแห่งในโลกที่ไป และที่เฮลซิงกิ 
เราสรุปได้ด้วยแผนที่ 3 แผ่น)
แผนที่ฉบับที่ 1 โรงแรมที่พักอยู่ตอนบนครับ
เส้นทางแรก ตามแผนที่แผ่นที่ 1 เดินตรงออกปากซอยโรงแรมแบบไม่หันกลับ ไม่เลี้ยวไปไหน (ลูกศรสีแดงส้ม) จะพบอะไรบ้าง พอโผล่พ้นปากซอยก็เห็นลานกว้างใหญ่ เป็นลานข้างสถานีรถไฟ  ขวามือของเราอาคารแรกคือ
Finnish National Theatre โรงละครแห่งชาติ
1 อาคารโรงละครแห่งชาติฟินแลนดFinnish National Theatre เป็นอาคารที่สวยงามมาก เพราะสร้างในสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติก สไตล์ Romantic Style อาคารปัจจุบันสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1902 แทนอาคารหลังเดิมที่สร้างมาตั้งแต่ ค.ศ.1872 ตั้งแต่เมืองนี้ยังเรียกชื่อว่า Pori อยู่เลย ข้างในมีเวทีจัดแสดงถึง 3 เวที 
สถานีรถไฟหัวลำโพงแห่งเฮลซิงกิ มืดไปนิด เพราะเป็นเวลาสามทุ่มแล้ว
เลยต้องขอยืมภาพของ Commons.wikimedia.org มาให้ท่านชมชัดๆ
2 หัวลำโพงแห่งเฮลซิงกิ Helsinki Central Railway Station
อยู่ทางขวามือของโรงละครแห่งชาติ สังเกตุเห็นหอคอยสี่เหลี่ยมสูงมีนาฬิกาข้างบน  ตรงที่เรายืนอยู่เป็นลานกว้างๆ มีผู้คนประปรายเดินไปเดินมา ข้างหน้าศูนย์กลางสถานีรถไฟเฮลซิงกิ จะเป็นอาคารคล้ายหัวลำโพงบ้านเรา สองข้างประตูทางเข้าด้านหน้าจะมีรูปปั้นมนุษย์หินร่างใหญ่แข็งแรง มือประคองโคมไฟทรงกลมคล้ายลูกโลก (กลางคืนจะจุดไฟได้) ข้างละ 2 คน ลองเดินเล่นเข้าไปข้างในก็เก่าคล้ายบรรยากาศบ้านเราเปี๊ยบ (ต้องขอประทานโทษที่รูปผมถ่ายเบลอไม่ชัด เลยต้องขอยืมภาพของ Daderot มาลงแทน)
พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Ateneum Art Museum เฮลซิงกิ
3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Ateneum Art Museum 
อยู่ฝั่งตรงกันข้าม (หันหน้าชนกัน) กับโรงละครแห่งชาติฟินแลนด์

เลยจุดนี้ไปก็เป็นร้านค้า ขายสินค้ามากมาย
หากเดินตรงไปตามลูกศรสีเขียวน้ำเงิน จะผ่าน
ห้างสรรพสินค้าคลูวี่ Kluuvi Department Store
ที่นี่ไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวหรอก ส่วนใหญ่เป็นคนฟินมาจับจ่ายซื้อของ เดินตรงไปเรื่อยๆตามลูกศรสีเขียวน้ำเงิน ผ่านระหว่างสองตึกของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิและห้องสมุด (หมายเลข 4 , 5 , 6) จะไปโผล่ที่
Helsingin tuomiokirkko โบสถ์เฮลซิงกิ
       โบสถ์เฮลซิงกิ  Helsinki Cathedral (เครื่องหมาย A)
ชื่อภาษาฟินว่า Helsingin tuomiokirkko หากจะแปลเป็นไทยอาจจะเรียกว่าเป็น “มหาวิหาร” ก็ยังได้นะครับ เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ราน (Finnish Evangelical Lutheran Cathedral) 
Ulrika Eleonora Church ตำแหน่งของโบสถ์เก่า
       โบสถ์หลังเก่าเริ่มแรกเป็นโบสถ์ไม้หลังเล็กของชุมชนสร้างเป็นเกียรติแก่พระราชินีแห่งสวีเดน พระนางอูริกก้า เอลลีโอนอร่า จึงได้ชื่อว่า Ulrika Eleonora Church ตั้งแต่ปี ค.ศ.1721 โบสถ์หลังเล็กที่สวยงาม (ผมเคยเห็น ไม่ได้โม้ เห็นจริงๆ จะพาไปดูให้ท่านมองหาบนลานจัตุรัสสภาจะเห็นหินแกรนิตสีดำสี่ก้อนวางอยู่สี่มุมล้อมรอบแผ่นหินวงกลมตรงกลางนั่นละครับคือจุดที่ตั้งของโบสถ์เก่า มีจารึกชื่อพระนางด้วย แต่นักท่องเที่ยวไม่ทราบกันเดินเหยียบข้ามไปข้ามมา)
       เมื่อ ค.ศ.1830 ก็ได้สร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นบริเวณเนินหินที่สูงขึ้นไปตรงตำแหน่งปัจจุบันนี้เพื่อถวายเป็นเกียรติแก่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 แห่งรัสเซีย ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่ง กษัตริย์แห่งโปแลนด์ และ แกรนด์ดยุคแห่งฟินแลนด์ จึงเรียกชื่อว่า “โบสถ์เซนต์นิโคลัส” รูปแบบของโบสถ์คล้ายกับโบสถ์เซนต์ไอแซค Saint Isaac’s Cathedral ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย และเมื่อประเทศฟินแลนด์มีเอกราชอย่างสมบูรณ์ โบสถ์นี้ยังคงทะนุถนอมให้สง่างามอย่างนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็นเกียรติแก่กรุงเฮลซิงกิ
       ทางขวามือเป็นลานหินกว้างเรียกว่า จัตุรัสสภา Senate Square (เครื่องหมาย B) นี่น่าจะเรียกว่าประชาธิปไตยเต็มใบ เสรีภาพเต็มร้อย เพราะจัตุรัสสภา แต่ประชาชนคนฟิน คนพลัดถิ่นอย่างเราเดินเล่นอย่างสบายใจ อยากนั่งก็ได้ อยากนอนก็ได้ ไม่มีสมาชิกสภามาไล่หรือตำรวจสภามาจับ
Alexander II Emperor of Russia อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย
        ตรงกลางจัตุรัสมีพระบรมรูปที่สำคัญมากๆประดิษฐานอยู่คือ พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย Alexander II Emperor of Russia พระองค์ยิ่งใหญ่มากนะครับ ถึงขนาดมีพระฉายาว่า “อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย” Alexander the Liberator เพราะพระองค์ทรงประกาศ The emancipation of serfs ปีค.ศ.1861 ปลดปล่อยชนชั้นกรรมกรแรงงานให้เป็นอิสระ คล้ายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาส อย่างไรอย่างนั้นเลย ด้วยเหตุนี้เองทรงประทับกลางใจประชาราษฎร์ แต่ก็ทรงเพาะศัตรูเอาไว้ด้วย จึงมีการลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางระเบิดใต้รถม้า หากแต่รถม้าหุ้มเกราะ ทรงบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเสด็จลงจากรถม้า คนร้ายจึงโยนระเบิดอีกลูก คราวนี้พระองค์ทรงบาดเจ็บมากเสียพระโลหิตจนสิ้นพระชนม์ แม้แต่คนฟินก็ยังสรรเสริญพระองค์เลยครับ หากไปถึงแล้วกราบพระองค์ท่านสักนิด จิตใจจะผ่องใสเลย (โลกเราหาคนดีดียากจัง)
แท่นบูชาภายในโบสถ์เฮลซิงกิ
จากลานมีบันไดขึ้นไปยังตัวโบสถ์ หลายขั้นพอสมควร ถ้ากลัวความสูงไม่อยากขึ้นบันได ก็ออกไปเดินตรงถนนข้างๆ ขึ้นเนินไปก็จะถึงตัวโบสถ์ได้เหมือนกัน  บางครั้งเขาจะเปิดให้เข้าชมภายในโบสถ์ด้วย ภายในโบสถ์ก็ประดับประดาแบบเรียบง่ายเหมาะสมกับโบสถ์ลูเธอร์รานครับ
Pyhan Kolminaisuuden Kirkko โบสถ์เล็กสีเหลืองที่สวยและน่ารักที่สุด
       หากเดินตามถนนข้างๆขึ้นไปมีของแถม ด้วยโบสถ์เล็กๆสีเหลืองแต่สวย ตั้งอยู่ข้างหลังโบสถ์ใหญ่ ชื่อว่า Pyhan Kolminaisuuden Kirkko ให้เดินข้ามถนนไป คอยสังเกตุว่าโบสถ์เล็ก ต้นไม้สูงบังสายตาท่านได้ครับ
แผนที่เฮลซิงกิ ฉบับที่ 2
       แผนที่ฉบับที่ 2 จัดเต็มสำหรับนักช้อปโดยเฉพาะ เพราะว่าเราจะพาท่านไปเดินถนนสายเอสพลานาด เลียบสวนสาธารณะ คนไม่ช้อปก็ไปแชะ ร้านแบรนด์ดัง แม้มีขนาดเล็กแต่คุณภาพไม่เบา ข้าวของไม่น้อย หากรสนิยมห้างก็มีห้างสต็อคแมนน์ ตรงหัวถนนเลย
ห้าง STOCKMANN อยู่ตรงหัวมุมถนนขวามือ ส่วนอาคารสีขาวที่คือ หัวถนนของย่านเอสพลานาด ครับ
เดินเลยจากจุดลูกศรสีน้ำเงินของแผนที่ฉบับที่ 1 ตรงมาเรื่อยถึงถนนเอสพลานาด (จุดสังเกตุเห็นสวนสาธารณะ) หากเลี้ยวขวาไปห้างสต็อคแมนน์ หากเลี้ยวซ้ายไปแบรนด์เนม หรือถนัดเดินมาจากโบสถ์เฮลซิงกิ ก็เดินตรงมาเช่นกันครับ (ต่อจากนี้ไป ผมไม่ถนัดที่จะแนะนำว่าจะซื้อของยังไงซะแล้ว)
แผนภาพประกอบการเดินช้อป มี Landmarks ในทุกๆแยก จะได้ไม่หลงทิศ
บรรยากาศถนนที่น่าเดิน น่าจับจ่ายใช้สอย คล่องตัวมาก
    หันมาแนะนำท่านที่ชอบแช็ะดีกว่า ที่สวนสาธารณะมีแผงขายผลไม้สด เชอร์รี่ สตรอเบอรี่ ผลใหญ่ ไม่แพง  สดมาก ซื้อแล้วกินได้เลย เพราะสะอาด เดินถ่ายภาพไป หยิบผลไม้กินไป (ความสุขแบบนี้หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว) อนุสาวรีย์ และผลงานประติมากรรมมีดังนี้
พระเจ้าและความจริง Zacharias Topelius  (Finne Gunnar)
ภาพที่ชัดขึ้น
     ประติมากรรม “พระเจ้าและความจริง” โดย Finne Gunnar เป็นภาพของสุภาพสตรีสองนางไม่สวมผ้า นางหนึ่งยกแขนขวาขึ้นเสมอศีรษะ บนฝ่ามือมีเปลวไฟ อีกนางหนึ่งยกแขนขวาเสมอเอว มีนกเกาะที่มือ หล่อบรอนซ์ สูง 1.8 เมตร ตั้งบนฐานหินแกรนิตสีดำ สูง 1.4 เมตร (ท่านต้องตีความนัยเอาเองละครับ และนกจริงๆที่บินมาเกาะศีรษะแถมถ่ายมูลรดไม่ใช่ผลงานท่านกันนาร์ครับ) ฟินเน่กันนาร์เป็นประติมากรที่มีชื่อเสียงของฟินแลนด์นะครับ ผลงานอีกหลายแห่งที่ท่านสนใจติดตามไปดูได้ ชิ้นงานนี้อุทิศให้แก่ ซาคาไร โทปิลิอุส Zacharias Topelius ซึ่งจะเห็นภาพของซาคาไรที่ฐานหินข้างล่าง

Leppanen Lauri
     Leppanen Lauri ประติมากรรมรูปหล่อเลปปาเน่น ลาวรี่ เป็นรูปสุภาพบุรุษร่างใหญ่สวมเสื้อคลุม ยืนเชิดอก ท่านเป็นนายทหารราบฟินแลนด์ที่มีความสามารถพิเศษเป็นประติมากร เป็นศิลปิน เป็นอาจารย์สอนวาดภาพ ผลงานท่านจะออกในแนวปลุกใจให้รักชาติ เป็นจังหวะจะโคนในช่วงที่ฟินแลนด์กำลังตั้งหลักก่อตั้งประเทศ
Johan Ludwig Runeberg
   โจฮาน ลุดวิก รูนเบิร์ก Johan Ludwig Runeberg อนุสาวรีย์ของท่านยืนเด่นเป็นสง่ากลางสวนสาธารณะเอสพลานาด ท่านเป็นกวี นักเขียน นักข่าว ที่ชาวฟินแลนด์ให้ความรักและนับถืออย่างยิ่ง แม้ท่านจะมีเชื้อสายสวีเดน แต่ท่านก็รักชาติฟินแลนด์อย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด ดูที่รูปท่านสิครับ ตรงฐานมีสุภาพสตรีชาวฟินแลนด์ถือแผ่นทองแดงจารึกบทกวีรักชาติของท่านรูนเบิร์ก ท่านเป็นชาวเมืองพอร์โว Porvoo หากได้แวะไปเที่ยวเมืองพอร์โว ก็แวะไปชมบ้านหลังเล็กสีเทาขาวของท่านได้นะครับ ปัจจุบันก็ยังรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม (หรือคอยชมตอนผมเขียนถึงเมืองนี้ก็ได้)
Havis Amanda
     Havis Amanda อ้าวพบอนุสาวรีย์สุภาพสตรีไม่นุ่งอะไรอีกแล้ว (มีผู้ถามว่าทำไมที่ฟินแลนด์ชอบปั้นรูปที่ไม่นุ่งอะไร แม้อากาศจะหนาวเย็น หิมะตก ไม่สงสารรูปปั้นบ้างเลยหรือ คนฟินก็จะตอบว่า เขาอยากทำอะไรที่แปลกๆไปจากเดิม เพราะเราเห็นคนสวมเสื้อผ้ากันทั้งปี มันก็เบื่อ เมื่อไหร่คนทั่วไปไม่นุ่งผ้า คนฟินก็จะปั้นรูปปั้นที่นุ่งผ้าขึ้นมา  ฟังดู ฟังดู เขาช่างตอบ น่าเขก) กลับมาที่รูปปั้นอันนี้ สำคัญมากครับ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟินเลยล่ะ เป็นผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส Ville Vallgren ออกแนวแบบฝรั่งเศส หล่อด้วยบรอนซ์ที่กรุงปารีส เป็นรูปนางเงือกที่ขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่บนหญ้าทะเล หางเงือกหายไป มีปลาสี่ตัวอยู่ที่ปลายเท้า สิงโตทะเลล้อมรอบ เธอบิดกายคล้ายกล่าวคำอำลาชีวิตเงือก เปรียบกับการเกิดประเทศฟินแลนด์ขึ้นใหม่  วาลลเกร็นเรียกผลงานชิ้นนี้ว่า The Mermaid แต่ชาวฟินแลนด์ชอบแนวความคิดนี้มากขอเรียกตามแบบคนฟินว่า ฮาร์วิส อแมนด้า ก็เพราะดีนะ ทุกๆปี วันที่ 1 พฤษภาคม นักศึกษาที่เฉลิมฉลองงานคาร์นิวาลเรียกว่า Vappu จะมารุมล้อมแม่นางฮาร์วิส อแมนด้า สวมหมวกสีขาวของน้องใหม่นักศึกษาให้เธอ ผู้คนเฉลิมฉลองกันทั้งเมือง กี๊บก๊าบสนุกครับ
Czarina's Stone at Market Square
     เสาหินตั้งตระหง่านกลางจัตุรัสตลาด หรือ Market Square มีเต้นท์ขายอาหาร ผลไม้ กาแฟ (อร่อยครับ ขอแนะนำให้ลองชิมพายเนื้อวัว เป็นขนมปังกลมไส้เนื้อปรุงรส เขาเรียกว่า Lihapiirakka ผมไม่กินเนื้อ เลยไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่ แต่คนฟินแนะนำมา) พูดเรื่องอาหารเลยลืมเสาหินเลย เขาเรียกว่า Czarina’s Stone เป็นเสาหินรูปสี่เหลี่ยมปลายเรียวตั้งฉากชี้ขึ้นไปบนฟ้า บนยอดมีนกอินทรีย์เกาะลูกโลกทองคำ สังเกตุดูนกอินทรีย์มีสองหัวครับ เป็นเสาหินที่ให้เกียรติแก่ พระเจ้าซาร์นิโคลัส และพระราชินีซาร์ริน่าอเล็กซานดร้าแห่งรัสเซีย เขาสร้างเสาหินตรงนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1835 (ในสมัยก่อนรัสเซียเคยปกครองดินแดนแถบนี้ด้วย)
แผนที่แผ่นที่ 3 เดินต่อจากแผ่นที่แล้ว
     แชะกันไปชิมโน่นชิมนี่ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาพอๆกับคนช้อปเลย พอกลับถึงเมืองไทย คนแชะก็ชื่นชมกับภาพถ่าย คนช้อปก็ชื่นชมกับกระเป๋าสีส้มที่ซื้อมา พอเห็นภาพแล้วถึงกับถามว่า นี่ที่ไหนนี่ ทำไมไม่เคยเห็นเลย (แปลกแต่จริงครับ)

Helsingin Ortodoksinen Seurakunta (Uspenski Cathedral)
     ยังครับยังไม่จบ หากยังไม่เมื่อยเดินต่อครับ ตามแผนที่แผ่นที่ 3 ต่อจากแผ่นนี้ คือเดินไปตามถนนหน้าจัตุรัสตลาด ไปทางทิศตะวันออก จะเห็นโบสถ์สร้างด้วยอิฐสีแดง หลังคาสีเขียวของทองแดง ยอดเหลืองอร่ามของทองคำ นั่นคือ โบสถ์ออร์โธดอกส์ชื่อว่า Helsingin Ortodoksinen Seurakunta หรือ Uspenski Cathedral ดูจากภายนอกสวยงามมาก สร้างบนเนินเขาหินแกรนิต สไตล์ที่เคยเห็นในรัสเซีย ก็เพราะสร้างและดูแลทุกวันนี้โดยคนรัสเซีย อย่างที่เคยบอกแล้วว่า ดินแดนแห่งนี้แต่ก่อนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ในโอกาสที่ดีไม่มีพิธีทางศาสนา ก็จะเปิดให้เข้าชมภายใน
ภาพภายในโบสถ์ครับ
ภาพไอคอนที่แสดงบนแท่นตั้งอยู่โดยรอบ
   ภายในจะเห็นภาพพระแม่มารี และอนุสาวรีย์พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ของรัสเซีย ยังจัดแสดงไอคอน Icon หลายๆอันในแท่นปิดด้วยกระจก (มีไอค่อนหนึ่งที่สูญหายไปเมื่อปี 2007 ปัจจุบันยังไม่พบ คือ ภาพเซ็นต์นิโคลัส Saint Nicolas the Miracle Worker หายไประหว่างเวลาเที่ยงวัน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวนับร้อย ไม่ทราบว่าเกิดได้อย่างไร ปัจจุบันยังหาไม่พบ แล้วก็มีอีกอันหนึ่ง ชื่อ Theotokos of Kozeltshan หายไปปี 2010 ทำนองเดียวกัน แต่ตำรวจก็ตามจนพบถูกทิ้งไว้ที่ในป่ารกร้างเมืองตูร์กู Turku ในสภาพชำรุด ของมีค่ารอบๆหายหมด เฮ้อ คนใจบาป) ผมขอยืมภาพมาจากหนังสือพิมพ์ข่าวท้องถิ่นมาลงไว้ เผื่อท่านพบเห็นหรือเก็บได้จะได้นำส่งคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง
Saint Nicolas the Miracle Worker (ถูกลักขโมยไปเมื่อปี 2007)
ภาพ Theotokos of Kozeltshan ที่หายไปปี 2010 ติดตามมาได้แต่ชำรุด (ภาพเดิม)
      หมดแล้วครับที่อยู่รอบๆโรงแรมพอเดินถึง หากจะไปจ๊อกกิ้งออกกำลังกาย สวนสาธารณะอยู่ติดกับโรงแรม ออกประตูโรงแรมเลี้ยวขวาไป
      ยังมีที่ควรไปแวะชมอีกสองแห่งซึ่งต้องนั่งรถไปได้แก่

สวนไซบิลิอุส Sibelius Monument Helsinki
สวนไซบิลิอุส Sibelius Monument Helsinki
ขอแนะนำวาทยากรชาวฟินท่านหนึ่งคือ ฌอน ไซบิลิอุส Jean Sibelius ท่านมีความสำคัญเพราะเป็นผู้มีเลือดรักชาติเข้มข้น แม้แต่เพลงท่านก็ประพันธ์เพลงรักชาติอมตะสำหรับประเทศชื่อว่า “ฟินแลนเดีย” Finlandia (คนไทยบางคนยังชอบฟังเพลงนี้เลย เป็นบทเพลงซิมโฟนี) เชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินแต่ไม่ทราบ ลองกลับไปค้นแผ่น Die Hard 2 เปิดชมแล้วจับดูว่าเพลงนี้ประกอบภาพยนต์ตอนไหน
         อนุสรณ์สถานนี้ทำขึ้นเพื่อท่าน ทำด้วยท่อเหล็กกล้ากว่า 600 ท่อเชื่อมต่อกันสูงบ้างต่ำบ้าง แสดงอัจฉริยภาพทางดนตรี บางท่อก็เปิดเป็นช่องทางยาว หยิกหยักให้ลมผ่าน น้ำหนักรวม 24 ตัน คราใดมีลมแรงๆ พัดผ่านอาจจะได้ยินเสียงลมผ่านระดับสูงๆต่ำๆ ก็ไม่ต้องโกยไปไหนครับ ไม่มีอะไร เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ
Jean Sibelius ฌอน ไซบิลิอุส วาทยากร
ข้างๆกันก็มีประติมากรรมรูปศีรษะและใบหน้าของท่านประดับไว้ เพราะมีผู้สงสัยว่า เห็นแต่ท่อเหล็ก แล้วใบหน้าท่านไซบิลิอุสเป็นอย่างไร ยาวๆคล้ายท่อเหล็กหรือ ทางการต้องรีบดำเนินการตามร้องขอทันที ใบหน้าท่านจึงปรากฎให้เห็นจนทุกวันนี้
(ท่อเหล็กของท่านไซบิลิอุสยังมีอีกสองแห่ง ฝากให้ท่านไปค้นหาเอาเอง ที่ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ค , สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีสครับ)

ทางเข้าโบสถ์เทมเปลลิอาคิโอ
       โบสถ์เทมเปลลิอาคิโอ Temppeliaukio Church or Temppeliaukion kirkko or the Church of the Rock หลายชื่อแล้วแต่จะเรียก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเดิมเป็นเนินเขาหินแกรนิตแข็งมาก เขาเจาะเข้าไปสร้างโบสถ์ไว้ข้างใน ส่วนหลังคาโดมทองแดงและเพดานเปิดเป็นช่องทางแสงผ่าน ด้วยฝีมือสถาปนิกสองพี่น้อง Timo และ Tuomo Suomalainen (ออกเสียงว่า ตี๋โม กับตั่วโม เห็นมั้ยครับว่ารากภาษาคล้ายจีน ตั่ว แปลว่า โต เป็นคนพี่ ตี๋แปลว่าน้องเป็นคนน้อง แต่นามสกุลอ่านว่า “ซัวมาลัยเน่น”) เป็นโบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ราน เปิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ผนังด้านข้างเป็นระบบเสียงออร์แกนของโบสถ์ ที่มี 43 ท่อเสียง ออกแบบโดย Veikko Virtanen ที่นี่จะมีคนพลุกพล่าน ทั้งคนที่มาโบสถ์ คนที่มาเที่ยว คุณกฤษณา เธอเป็นสุภาพสตรีไทยที่อาศัยอยู่ที่เฮลซิงกิมาหลายสิบปีแล้ว เธอแนะนำจุดที่จะถ่ายภาพสวยที่สุด ได้แก่ เดินเข้าประตูทางเข้าไปแล้วให้เลี้ยวไปทางขวา เดินไปเรื่อยจนผ่านจุดที่มีการจุดเทียนอธิษฐาน จะมองเห็น แท่นไม้สูงราวเอว บนแท่นมีอ่างโลหะรูปห้าเหลี่ยมวางอยู่ ถ่ายภาพตรงจุดนี้ หากมีแสงอาทิตย์สาดส่องอย่างพอเหมาะจะได้สีและแสงที่สวยงามที่สุด (ขอบพระคุณครับที่ช่วยชี้แนะ และช่วยถ่ายภาพให้ผมด้วย)
Temppelliaukio Church
ขอแถมอีกนิดสำหรับนักช้อป ฝั่งตรงข้ามกับโบสถ์มีร้านขายของที่ระลึก มีของน่ารักๆ มาก แวะได้ครับ เงินที่แลกมาจะหมดได้นะ ขอเตือน
อาหารเช้า แถมด้วยอมยิ้มมูมิน
ก่อนจากกัน อะไรที่น่ารัก น่ารักสำหรับคนฟิน คือ สัญลักษณ์ตัวการ์ตูนที่คนฟินรัก ชื่อว่า มูมิน Moomin จะเห็นรูปนี้ติดทั่วไปหมดตั้งแต่ข้าวของใช้ในครัว เสื้อผ้า ของเล่น ขนม และของฝาก

สกุลเงินที่ฟินแลนด์ ใช้ “ยูโร” ครับ ไม่สามารถใช้เงินโครนาร์ของที่อื่น
ต้องจบแค่นี้ก่อนครับ เพราะเพียงดราฟท์ก็ปาเข้าไปสิบหน้ากระดาษแล้ว

สวัสดีครับ เหโด่
(เหโด่ เป็นคำกล่าวอำลา แล้วพบกันอีก)