วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

HELSINKI ที่น่ารัก


HELSINKI ที่น่ารัก

        “เห” สวัสดีครับ เป็นคำทักทายของคนฟิน ภาษาฝรั่งเขียนว่า hei โปรดระมัดระวังการออกเสียงของเราด้วย ว่า ต้องไม่มีไม้โท ไม่งั้นความหมายจะเปลี่ยนไป

        กรุงเฮลซิงกิ Helsinki เป็นเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ ชื่อนี้หากได้ยินก็คุ้นๆ รู้จักดีครับ แต่เพื่อนสวีเดนเรียกว่า “เฮลซิงฟอชHelsingfors ฟังแล้วส่ายหน้าไม่เข้าใจ แม้ว่าจะเป็นชื่อโบราณเก่าแก่หรือชื่อเดิมครับ (เฮลซิงมาจากชื่อเรียกหมู่บ้านชุมชนตรงนี้ , ส่วนฟอช แปลว่าไหลเร็วเชี่ยวกราก หมายถึงน้ำในแม่น้ำวานต้า Vantaa river) 
ส่วนชื่อประเทศ คนฟินเรียกประเทศตัวเองว่า “ซัวมี่” Suomi  ที่มัววุ่นกับชื่อแซ่ก็ต้องการเปิดหน้าต่างแนะนำให้คนไทยรู้จักฟินแลนด์ดีขึ้นอีกนิด
เครื่องแต่งกายชาวซามิ
เราก็เรียกชื่อที่เราคุ้นก็แล้วกันเพราะฝรั่งทั่วไปรู้จักเป็นใช้ได้  กรุงเฮลซิงกิเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศตั้งอยู่ติดปากอ่าวฟินแลนด์ของทะเลบอลติก Baltic Sea มีผู้คนอาศัยอยู่เรียกว่าหนาแน่นครับ แต่ก็เพียงหนึ่งล้านคนเศษเท่านั้นโล่งกว่ากรุงเทพฯมากมาย จากตำแหน่งที่ตั้งนี้ทำให้คนฟินที่อาศัยที่นี่มีปฎิสัมพันธ์กับชนสามชาติใกล้เคียงได้แก่ เอสโทเนียทางทิศใต้ , รัสเซียทางทิศตะวันออก , สวีเดนทางทิศตะวันตก

ส่วนคนฟินทางภาคเหนือจะมีชาติพันธุ์ที่ชัดเจนเรียกตัวเองว่า “ชาวแลพLappland หรือเรียกตัวเองว่า “ชาวซามิSami ชาติพันธุ์นี้กระจายกันอาศัยอยู่ในภาคเหนือในประเทศนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และรัสเซีย ว่ากันว่ามีเชื้อสายผสมผสานทั้งจีนมองโกเลีย รัสเซีย และฝรั่ง ทำให้รากฐานของภาษาที่ใช้ และ ขนบธรรมเนียม ผสานหลายเชื้อชาติ  เมืองหลวงของชาวซามิ คือ เมืองโรวานิเอมิ Rovaniemi เมืองนี้เป็นที่อยู่ของหมู่บ้านซานตาคลอส (ตัวเป็นๆครับ) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นรุ้งอาร์กติคเซอร์เคิล Arctic Circle (66.5 องศาเหนือ) พอดิบพอดี
ผลิตภัณฑ์จากเขาและหนังเรนเดียร์ ชาวซามิ
 
กวางเรนเดียร์ป่า วิ่งไปข้างๆรถของเรา ระหว่างเดินทางขึ้นนอร์ดแคป
       เฮลซิงกิ มีโอกาสได้เดินทางมาเยือนทั้งสิ้น สามครั้ง แต่ก็ไม่ได้อยู่นาน คงมีโอกาสได้พักเพียงครั้งละหนึ่งคืนเท่านั้น จึงจะสรุปจุดท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับเวลาสัก แปดชั่วโมง ไม่นับเวลากินข้าว พักผ่อนนะครับ
การเดินทางมายังเฮลซิงกิมาได้สองทางที่คนนิยมพอๆกัน
1.ทางเครื่องบิน หากมาจากบ้านเราก็ไม่มีไฟลท์ตรงของการบินไทย ต้องไปลงที่สนามบินอาร์ลันดา สต็อคโฮล์ม แล้วเปลี่ยนเครื่องเอสเอเอส หรือ ฟินแอร์ หากมาจากโคเปนเฮเกน นอร์เวย์ ก็มีเที่ยวบินวันละหลายเที่ยว

2.ทางเรือสำราญซิลยาไลน์ Silja Lines แล่นไปมาระหว่างสต็อคโฮล์มกับเฮลซิงกิทุกวัน นอนค้างบนเรือเปลี่ยนบรรยากาศดี มีร้านอาหาร ขายของที่ระลึก กาสิโน ร้านค้าปลอดภาษี มีของดีอีกหลายอย่าง ยังราคาถูกกว่าเครื่องบิน

เรือโดยสารซิลยาไลน์ Silja Line  สต็อคโฮล์ม-เฮลซิงกิ
ห้องพักของผมครับ หน้าต่างชมวิวทะเลตลอดทาง
สิ่งอำนวยความสะดวกสบายระหว่างเดินทาง อยู่ที่ชั้น 7 Silja Lines

โรงแรมที่พักก็ชอบโรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า Radisson Blu Plaza (สแกนดิเนเวีย มีเครือโรงแรมเรดิสัน บลู มากมาย มีหลายระดับราคา เช่น โรยัล , พลาซ่า , วอเตอร์ฟรอนท์) เพราะอยู่กลางเมืองที่เราพอจะเดินด้วยเท้าไม่ต้องพึ่งรถรา แม้จะช้อปปิ้งจนแขนแทบหัก ก็ยังพอแบกกลับโรงแรมไหว ไม่ไกลเกินไป



เมื่อได้ที่พักแล้วเตรียมการจากแผนที่โดยใช้โรงแรมที่พักเป็นจุดศูนย์กลางจะง่ายที่สุด (ผมใช้วิธีศึกษาตั้งแต่ก่อนไปจนกระทั่งหลังกลับมา จะทบทวนจนจำได้ ผมใช้วิธีนี้กับทุกเมืองทุกแห่งในโลกที่ไป และที่เฮลซิงกิ 
เราสรุปได้ด้วยแผนที่ 3 แผ่น)
แผนที่ฉบับที่ 1 โรงแรมที่พักอยู่ตอนบนครับ
เส้นทางแรก ตามแผนที่แผ่นที่ 1 เดินตรงออกปากซอยโรงแรมแบบไม่หันกลับ ไม่เลี้ยวไปไหน (ลูกศรสีแดงส้ม) จะพบอะไรบ้าง พอโผล่พ้นปากซอยก็เห็นลานกว้างใหญ่ เป็นลานข้างสถานีรถไฟ  ขวามือของเราอาคารแรกคือ
Finnish National Theatre โรงละครแห่งชาติ
1 อาคารโรงละครแห่งชาติฟินแลนดFinnish National Theatre เป็นอาคารที่สวยงามมาก เพราะสร้างในสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติก สไตล์ Romantic Style อาคารปัจจุบันสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1902 แทนอาคารหลังเดิมที่สร้างมาตั้งแต่ ค.ศ.1872 ตั้งแต่เมืองนี้ยังเรียกชื่อว่า Pori อยู่เลย ข้างในมีเวทีจัดแสดงถึง 3 เวที 
สถานีรถไฟหัวลำโพงแห่งเฮลซิงกิ มืดไปนิด เพราะเป็นเวลาสามทุ่มแล้ว
เลยต้องขอยืมภาพของ Commons.wikimedia.org มาให้ท่านชมชัดๆ
2 หัวลำโพงแห่งเฮลซิงกิ Helsinki Central Railway Station
อยู่ทางขวามือของโรงละครแห่งชาติ สังเกตุเห็นหอคอยสี่เหลี่ยมสูงมีนาฬิกาข้างบน  ตรงที่เรายืนอยู่เป็นลานกว้างๆ มีผู้คนประปรายเดินไปเดินมา ข้างหน้าศูนย์กลางสถานีรถไฟเฮลซิงกิ จะเป็นอาคารคล้ายหัวลำโพงบ้านเรา สองข้างประตูทางเข้าด้านหน้าจะมีรูปปั้นมนุษย์หินร่างใหญ่แข็งแรง มือประคองโคมไฟทรงกลมคล้ายลูกโลก (กลางคืนจะจุดไฟได้) ข้างละ 2 คน ลองเดินเล่นเข้าไปข้างในก็เก่าคล้ายบรรยากาศบ้านเราเปี๊ยบ (ต้องขอประทานโทษที่รูปผมถ่ายเบลอไม่ชัด เลยต้องขอยืมภาพของ Daderot มาลงแทน)
พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Ateneum Art Museum เฮลซิงกิ
3 พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Ateneum Art Museum 
อยู่ฝั่งตรงกันข้าม (หันหน้าชนกัน) กับโรงละครแห่งชาติฟินแลนด์

เลยจุดนี้ไปก็เป็นร้านค้า ขายสินค้ามากมาย
หากเดินตรงไปตามลูกศรสีเขียวน้ำเงิน จะผ่าน
ห้างสรรพสินค้าคลูวี่ Kluuvi Department Store
ที่นี่ไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวหรอก ส่วนใหญ่เป็นคนฟินมาจับจ่ายซื้อของ เดินตรงไปเรื่อยๆตามลูกศรสีเขียวน้ำเงิน ผ่านระหว่างสองตึกของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิและห้องสมุด (หมายเลข 4 , 5 , 6) จะไปโผล่ที่
Helsingin tuomiokirkko โบสถ์เฮลซิงกิ
       โบสถ์เฮลซิงกิ  Helsinki Cathedral (เครื่องหมาย A)
ชื่อภาษาฟินว่า Helsingin tuomiokirkko หากจะแปลเป็นไทยอาจจะเรียกว่าเป็น “มหาวิหาร” ก็ยังได้นะครับ เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ราน (Finnish Evangelical Lutheran Cathedral) 
Ulrika Eleonora Church ตำแหน่งของโบสถ์เก่า
       โบสถ์หลังเก่าเริ่มแรกเป็นโบสถ์ไม้หลังเล็กของชุมชนสร้างเป็นเกียรติแก่พระราชินีแห่งสวีเดน พระนางอูริกก้า เอลลีโอนอร่า จึงได้ชื่อว่า Ulrika Eleonora Church ตั้งแต่ปี ค.ศ.1721 โบสถ์หลังเล็กที่สวยงาม (ผมเคยเห็น ไม่ได้โม้ เห็นจริงๆ จะพาไปดูให้ท่านมองหาบนลานจัตุรัสสภาจะเห็นหินแกรนิตสีดำสี่ก้อนวางอยู่สี่มุมล้อมรอบแผ่นหินวงกลมตรงกลางนั่นละครับคือจุดที่ตั้งของโบสถ์เก่า มีจารึกชื่อพระนางด้วย แต่นักท่องเที่ยวไม่ทราบกันเดินเหยียบข้ามไปข้ามมา)
       เมื่อ ค.ศ.1830 ก็ได้สร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นบริเวณเนินหินที่สูงขึ้นไปตรงตำแหน่งปัจจุบันนี้เพื่อถวายเป็นเกียรติแก่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 แห่งรัสเซีย ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่ง กษัตริย์แห่งโปแลนด์ และ แกรนด์ดยุคแห่งฟินแลนด์ จึงเรียกชื่อว่า “โบสถ์เซนต์นิโคลัส” รูปแบบของโบสถ์คล้ายกับโบสถ์เซนต์ไอแซค Saint Isaac’s Cathedral ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย และเมื่อประเทศฟินแลนด์มีเอกราชอย่างสมบูรณ์ โบสถ์นี้ยังคงทะนุถนอมให้สง่างามอย่างนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็นเกียรติแก่กรุงเฮลซิงกิ
       ทางขวามือเป็นลานหินกว้างเรียกว่า จัตุรัสสภา Senate Square (เครื่องหมาย B) นี่น่าจะเรียกว่าประชาธิปไตยเต็มใบ เสรีภาพเต็มร้อย เพราะจัตุรัสสภา แต่ประชาชนคนฟิน คนพลัดถิ่นอย่างเราเดินเล่นอย่างสบายใจ อยากนั่งก็ได้ อยากนอนก็ได้ ไม่มีสมาชิกสภามาไล่หรือตำรวจสภามาจับ
Alexander II Emperor of Russia อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย
        ตรงกลางจัตุรัสมีพระบรมรูปที่สำคัญมากๆประดิษฐานอยู่คือ พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย Alexander II Emperor of Russia พระองค์ยิ่งใหญ่มากนะครับ ถึงขนาดมีพระฉายาว่า “อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย” Alexander the Liberator เพราะพระองค์ทรงประกาศ The emancipation of serfs ปีค.ศ.1861 ปลดปล่อยชนชั้นกรรมกรแรงงานให้เป็นอิสระ คล้ายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาส อย่างไรอย่างนั้นเลย ด้วยเหตุนี้เองทรงประทับกลางใจประชาราษฎร์ แต่ก็ทรงเพาะศัตรูเอาไว้ด้วย จึงมีการลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางระเบิดใต้รถม้า หากแต่รถม้าหุ้มเกราะ ทรงบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเสด็จลงจากรถม้า คนร้ายจึงโยนระเบิดอีกลูก คราวนี้พระองค์ทรงบาดเจ็บมากเสียพระโลหิตจนสิ้นพระชนม์ แม้แต่คนฟินก็ยังสรรเสริญพระองค์เลยครับ หากไปถึงแล้วกราบพระองค์ท่านสักนิด จิตใจจะผ่องใสเลย (โลกเราหาคนดีดียากจัง)
แท่นบูชาภายในโบสถ์เฮลซิงกิ
จากลานมีบันไดขึ้นไปยังตัวโบสถ์ หลายขั้นพอสมควร ถ้ากลัวความสูงไม่อยากขึ้นบันได ก็ออกไปเดินตรงถนนข้างๆ ขึ้นเนินไปก็จะถึงตัวโบสถ์ได้เหมือนกัน  บางครั้งเขาจะเปิดให้เข้าชมภายในโบสถ์ด้วย ภายในโบสถ์ก็ประดับประดาแบบเรียบง่ายเหมาะสมกับโบสถ์ลูเธอร์รานครับ
Pyhan Kolminaisuuden Kirkko โบสถ์เล็กสีเหลืองที่สวยและน่ารักที่สุด
       หากเดินตามถนนข้างๆขึ้นไปมีของแถม ด้วยโบสถ์เล็กๆสีเหลืองแต่สวย ตั้งอยู่ข้างหลังโบสถ์ใหญ่ ชื่อว่า Pyhan Kolminaisuuden Kirkko ให้เดินข้ามถนนไป คอยสังเกตุว่าโบสถ์เล็ก ต้นไม้สูงบังสายตาท่านได้ครับ
แผนที่เฮลซิงกิ ฉบับที่ 2
       แผนที่ฉบับที่ 2 จัดเต็มสำหรับนักช้อปโดยเฉพาะ เพราะว่าเราจะพาท่านไปเดินถนนสายเอสพลานาด เลียบสวนสาธารณะ คนไม่ช้อปก็ไปแชะ ร้านแบรนด์ดัง แม้มีขนาดเล็กแต่คุณภาพไม่เบา ข้าวของไม่น้อย หากรสนิยมห้างก็มีห้างสต็อคแมนน์ ตรงหัวถนนเลย
ห้าง STOCKMANN อยู่ตรงหัวมุมถนนขวามือ ส่วนอาคารสีขาวที่คือ หัวถนนของย่านเอสพลานาด ครับ
เดินเลยจากจุดลูกศรสีน้ำเงินของแผนที่ฉบับที่ 1 ตรงมาเรื่อยถึงถนนเอสพลานาด (จุดสังเกตุเห็นสวนสาธารณะ) หากเลี้ยวขวาไปห้างสต็อคแมนน์ หากเลี้ยวซ้ายไปแบรนด์เนม หรือถนัดเดินมาจากโบสถ์เฮลซิงกิ ก็เดินตรงมาเช่นกันครับ (ต่อจากนี้ไป ผมไม่ถนัดที่จะแนะนำว่าจะซื้อของยังไงซะแล้ว)
แผนภาพประกอบการเดินช้อป มี Landmarks ในทุกๆแยก จะได้ไม่หลงทิศ
บรรยากาศถนนที่น่าเดิน น่าจับจ่ายใช้สอย คล่องตัวมาก
    หันมาแนะนำท่านที่ชอบแช็ะดีกว่า ที่สวนสาธารณะมีแผงขายผลไม้สด เชอร์รี่ สตรอเบอรี่ ผลใหญ่ ไม่แพง  สดมาก ซื้อแล้วกินได้เลย เพราะสะอาด เดินถ่ายภาพไป หยิบผลไม้กินไป (ความสุขแบบนี้หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว) อนุสาวรีย์ และผลงานประติมากรรมมีดังนี้
พระเจ้าและความจริง Zacharias Topelius  (Finne Gunnar)
ภาพที่ชัดขึ้น
     ประติมากรรม “พระเจ้าและความจริง” โดย Finne Gunnar เป็นภาพของสุภาพสตรีสองนางไม่สวมผ้า นางหนึ่งยกแขนขวาขึ้นเสมอศีรษะ บนฝ่ามือมีเปลวไฟ อีกนางหนึ่งยกแขนขวาเสมอเอว มีนกเกาะที่มือ หล่อบรอนซ์ สูง 1.8 เมตร ตั้งบนฐานหินแกรนิตสีดำ สูง 1.4 เมตร (ท่านต้องตีความนัยเอาเองละครับ และนกจริงๆที่บินมาเกาะศีรษะแถมถ่ายมูลรดไม่ใช่ผลงานท่านกันนาร์ครับ) ฟินเน่กันนาร์เป็นประติมากรที่มีชื่อเสียงของฟินแลนด์นะครับ ผลงานอีกหลายแห่งที่ท่านสนใจติดตามไปดูได้ ชิ้นงานนี้อุทิศให้แก่ ซาคาไร โทปิลิอุส Zacharias Topelius ซึ่งจะเห็นภาพของซาคาไรที่ฐานหินข้างล่าง

Leppanen Lauri
     Leppanen Lauri ประติมากรรมรูปหล่อเลปปาเน่น ลาวรี่ เป็นรูปสุภาพบุรุษร่างใหญ่สวมเสื้อคลุม ยืนเชิดอก ท่านเป็นนายทหารราบฟินแลนด์ที่มีความสามารถพิเศษเป็นประติมากร เป็นศิลปิน เป็นอาจารย์สอนวาดภาพ ผลงานท่านจะออกในแนวปลุกใจให้รักชาติ เป็นจังหวะจะโคนในช่วงที่ฟินแลนด์กำลังตั้งหลักก่อตั้งประเทศ
Johan Ludwig Runeberg
   โจฮาน ลุดวิก รูนเบิร์ก Johan Ludwig Runeberg อนุสาวรีย์ของท่านยืนเด่นเป็นสง่ากลางสวนสาธารณะเอสพลานาด ท่านเป็นกวี นักเขียน นักข่าว ที่ชาวฟินแลนด์ให้ความรักและนับถืออย่างยิ่ง แม้ท่านจะมีเชื้อสายสวีเดน แต่ท่านก็รักชาติฟินแลนด์อย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด ดูที่รูปท่านสิครับ ตรงฐานมีสุภาพสตรีชาวฟินแลนด์ถือแผ่นทองแดงจารึกบทกวีรักชาติของท่านรูนเบิร์ก ท่านเป็นชาวเมืองพอร์โว Porvoo หากได้แวะไปเที่ยวเมืองพอร์โว ก็แวะไปชมบ้านหลังเล็กสีเทาขาวของท่านได้นะครับ ปัจจุบันก็ยังรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม (หรือคอยชมตอนผมเขียนถึงเมืองนี้ก็ได้)
Havis Amanda
     Havis Amanda อ้าวพบอนุสาวรีย์สุภาพสตรีไม่นุ่งอะไรอีกแล้ว (มีผู้ถามว่าทำไมที่ฟินแลนด์ชอบปั้นรูปที่ไม่นุ่งอะไร แม้อากาศจะหนาวเย็น หิมะตก ไม่สงสารรูปปั้นบ้างเลยหรือ คนฟินก็จะตอบว่า เขาอยากทำอะไรที่แปลกๆไปจากเดิม เพราะเราเห็นคนสวมเสื้อผ้ากันทั้งปี มันก็เบื่อ เมื่อไหร่คนทั่วไปไม่นุ่งผ้า คนฟินก็จะปั้นรูปปั้นที่นุ่งผ้าขึ้นมา  ฟังดู ฟังดู เขาช่างตอบ น่าเขก) กลับมาที่รูปปั้นอันนี้ สำคัญมากครับ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟินเลยล่ะ เป็นผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส Ville Vallgren ออกแนวแบบฝรั่งเศส หล่อด้วยบรอนซ์ที่กรุงปารีส เป็นรูปนางเงือกที่ขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่บนหญ้าทะเล หางเงือกหายไป มีปลาสี่ตัวอยู่ที่ปลายเท้า สิงโตทะเลล้อมรอบ เธอบิดกายคล้ายกล่าวคำอำลาชีวิตเงือก เปรียบกับการเกิดประเทศฟินแลนด์ขึ้นใหม่  วาลลเกร็นเรียกผลงานชิ้นนี้ว่า The Mermaid แต่ชาวฟินแลนด์ชอบแนวความคิดนี้มากขอเรียกตามแบบคนฟินว่า ฮาร์วิส อแมนด้า ก็เพราะดีนะ ทุกๆปี วันที่ 1 พฤษภาคม นักศึกษาที่เฉลิมฉลองงานคาร์นิวาลเรียกว่า Vappu จะมารุมล้อมแม่นางฮาร์วิส อแมนด้า สวมหมวกสีขาวของน้องใหม่นักศึกษาให้เธอ ผู้คนเฉลิมฉลองกันทั้งเมือง กี๊บก๊าบสนุกครับ
Czarina's Stone at Market Square
     เสาหินตั้งตระหง่านกลางจัตุรัสตลาด หรือ Market Square มีเต้นท์ขายอาหาร ผลไม้ กาแฟ (อร่อยครับ ขอแนะนำให้ลองชิมพายเนื้อวัว เป็นขนมปังกลมไส้เนื้อปรุงรส เขาเรียกว่า Lihapiirakka ผมไม่กินเนื้อ เลยไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่ แต่คนฟินแนะนำมา) พูดเรื่องอาหารเลยลืมเสาหินเลย เขาเรียกว่า Czarina’s Stone เป็นเสาหินรูปสี่เหลี่ยมปลายเรียวตั้งฉากชี้ขึ้นไปบนฟ้า บนยอดมีนกอินทรีย์เกาะลูกโลกทองคำ สังเกตุดูนกอินทรีย์มีสองหัวครับ เป็นเสาหินที่ให้เกียรติแก่ พระเจ้าซาร์นิโคลัส และพระราชินีซาร์ริน่าอเล็กซานดร้าแห่งรัสเซีย เขาสร้างเสาหินตรงนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1835 (ในสมัยก่อนรัสเซียเคยปกครองดินแดนแถบนี้ด้วย)
แผนที่แผ่นที่ 3 เดินต่อจากแผ่นที่แล้ว
     แชะกันไปชิมโน่นชิมนี่ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาพอๆกับคนช้อปเลย พอกลับถึงเมืองไทย คนแชะก็ชื่นชมกับภาพถ่าย คนช้อปก็ชื่นชมกับกระเป๋าสีส้มที่ซื้อมา พอเห็นภาพแล้วถึงกับถามว่า นี่ที่ไหนนี่ ทำไมไม่เคยเห็นเลย (แปลกแต่จริงครับ)

Helsingin Ortodoksinen Seurakunta (Uspenski Cathedral)
     ยังครับยังไม่จบ หากยังไม่เมื่อยเดินต่อครับ ตามแผนที่แผ่นที่ 3 ต่อจากแผ่นนี้ คือเดินไปตามถนนหน้าจัตุรัสตลาด ไปทางทิศตะวันออก จะเห็นโบสถ์สร้างด้วยอิฐสีแดง หลังคาสีเขียวของทองแดง ยอดเหลืองอร่ามของทองคำ นั่นคือ โบสถ์ออร์โธดอกส์ชื่อว่า Helsingin Ortodoksinen Seurakunta หรือ Uspenski Cathedral ดูจากภายนอกสวยงามมาก สร้างบนเนินเขาหินแกรนิต สไตล์ที่เคยเห็นในรัสเซีย ก็เพราะสร้างและดูแลทุกวันนี้โดยคนรัสเซีย อย่างที่เคยบอกแล้วว่า ดินแดนแห่งนี้แต่ก่อนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ในโอกาสที่ดีไม่มีพิธีทางศาสนา ก็จะเปิดให้เข้าชมภายใน
ภาพภายในโบสถ์ครับ
ภาพไอคอนที่แสดงบนแท่นตั้งอยู่โดยรอบ
   ภายในจะเห็นภาพพระแม่มารี และอนุสาวรีย์พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ของรัสเซีย ยังจัดแสดงไอคอน Icon หลายๆอันในแท่นปิดด้วยกระจก (มีไอค่อนหนึ่งที่สูญหายไปเมื่อปี 2007 ปัจจุบันยังไม่พบ คือ ภาพเซ็นต์นิโคลัส Saint Nicolas the Miracle Worker หายไประหว่างเวลาเที่ยงวัน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวนับร้อย ไม่ทราบว่าเกิดได้อย่างไร ปัจจุบันยังหาไม่พบ แล้วก็มีอีกอันหนึ่ง ชื่อ Theotokos of Kozeltshan หายไปปี 2010 ทำนองเดียวกัน แต่ตำรวจก็ตามจนพบถูกทิ้งไว้ที่ในป่ารกร้างเมืองตูร์กู Turku ในสภาพชำรุด ของมีค่ารอบๆหายหมด เฮ้อ คนใจบาป) ผมขอยืมภาพมาจากหนังสือพิมพ์ข่าวท้องถิ่นมาลงไว้ เผื่อท่านพบเห็นหรือเก็บได้จะได้นำส่งคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง
Saint Nicolas the Miracle Worker (ถูกลักขโมยไปเมื่อปี 2007)
ภาพ Theotokos of Kozeltshan ที่หายไปปี 2010 ติดตามมาได้แต่ชำรุด (ภาพเดิม)
      หมดแล้วครับที่อยู่รอบๆโรงแรมพอเดินถึง หากจะไปจ๊อกกิ้งออกกำลังกาย สวนสาธารณะอยู่ติดกับโรงแรม ออกประตูโรงแรมเลี้ยวขวาไป
      ยังมีที่ควรไปแวะชมอีกสองแห่งซึ่งต้องนั่งรถไปได้แก่

สวนไซบิลิอุส Sibelius Monument Helsinki
สวนไซบิลิอุส Sibelius Monument Helsinki
ขอแนะนำวาทยากรชาวฟินท่านหนึ่งคือ ฌอน ไซบิลิอุส Jean Sibelius ท่านมีความสำคัญเพราะเป็นผู้มีเลือดรักชาติเข้มข้น แม้แต่เพลงท่านก็ประพันธ์เพลงรักชาติอมตะสำหรับประเทศชื่อว่า “ฟินแลนเดีย” Finlandia (คนไทยบางคนยังชอบฟังเพลงนี้เลย เป็นบทเพลงซิมโฟนี) เชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินแต่ไม่ทราบ ลองกลับไปค้นแผ่น Die Hard 2 เปิดชมแล้วจับดูว่าเพลงนี้ประกอบภาพยนต์ตอนไหน
         อนุสรณ์สถานนี้ทำขึ้นเพื่อท่าน ทำด้วยท่อเหล็กกล้ากว่า 600 ท่อเชื่อมต่อกันสูงบ้างต่ำบ้าง แสดงอัจฉริยภาพทางดนตรี บางท่อก็เปิดเป็นช่องทางยาว หยิกหยักให้ลมผ่าน น้ำหนักรวม 24 ตัน คราใดมีลมแรงๆ พัดผ่านอาจจะได้ยินเสียงลมผ่านระดับสูงๆต่ำๆ ก็ไม่ต้องโกยไปไหนครับ ไม่มีอะไร เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ
Jean Sibelius ฌอน ไซบิลิอุส วาทยากร
ข้างๆกันก็มีประติมากรรมรูปศีรษะและใบหน้าของท่านประดับไว้ เพราะมีผู้สงสัยว่า เห็นแต่ท่อเหล็ก แล้วใบหน้าท่านไซบิลิอุสเป็นอย่างไร ยาวๆคล้ายท่อเหล็กหรือ ทางการต้องรีบดำเนินการตามร้องขอทันที ใบหน้าท่านจึงปรากฎให้เห็นจนทุกวันนี้
(ท่อเหล็กของท่านไซบิลิอุสยังมีอีกสองแห่ง ฝากให้ท่านไปค้นหาเอาเอง ที่ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ค , สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีสครับ)

ทางเข้าโบสถ์เทมเปลลิอาคิโอ
       โบสถ์เทมเปลลิอาคิโอ Temppeliaukio Church or Temppeliaukion kirkko or the Church of the Rock หลายชื่อแล้วแต่จะเรียก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเดิมเป็นเนินเขาหินแกรนิตแข็งมาก เขาเจาะเข้าไปสร้างโบสถ์ไว้ข้างใน ส่วนหลังคาโดมทองแดงและเพดานเปิดเป็นช่องทางแสงผ่าน ด้วยฝีมือสถาปนิกสองพี่น้อง Timo และ Tuomo Suomalainen (ออกเสียงว่า ตี๋โม กับตั่วโม เห็นมั้ยครับว่ารากภาษาคล้ายจีน ตั่ว แปลว่า โต เป็นคนพี่ ตี๋แปลว่าน้องเป็นคนน้อง แต่นามสกุลอ่านว่า “ซัวมาลัยเน่น”) เป็นโบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ราน เปิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ผนังด้านข้างเป็นระบบเสียงออร์แกนของโบสถ์ ที่มี 43 ท่อเสียง ออกแบบโดย Veikko Virtanen ที่นี่จะมีคนพลุกพล่าน ทั้งคนที่มาโบสถ์ คนที่มาเที่ยว คุณกฤษณา เธอเป็นสุภาพสตรีไทยที่อาศัยอยู่ที่เฮลซิงกิมาหลายสิบปีแล้ว เธอแนะนำจุดที่จะถ่ายภาพสวยที่สุด ได้แก่ เดินเข้าประตูทางเข้าไปแล้วให้เลี้ยวไปทางขวา เดินไปเรื่อยจนผ่านจุดที่มีการจุดเทียนอธิษฐาน จะมองเห็น แท่นไม้สูงราวเอว บนแท่นมีอ่างโลหะรูปห้าเหลี่ยมวางอยู่ ถ่ายภาพตรงจุดนี้ หากมีแสงอาทิตย์สาดส่องอย่างพอเหมาะจะได้สีและแสงที่สวยงามที่สุด (ขอบพระคุณครับที่ช่วยชี้แนะ และช่วยถ่ายภาพให้ผมด้วย)
Temppelliaukio Church
ขอแถมอีกนิดสำหรับนักช้อป ฝั่งตรงข้ามกับโบสถ์มีร้านขายของที่ระลึก มีของน่ารักๆ มาก แวะได้ครับ เงินที่แลกมาจะหมดได้นะ ขอเตือน
อาหารเช้า แถมด้วยอมยิ้มมูมิน
ก่อนจากกัน อะไรที่น่ารัก น่ารักสำหรับคนฟิน คือ สัญลักษณ์ตัวการ์ตูนที่คนฟินรัก ชื่อว่า มูมิน Moomin จะเห็นรูปนี้ติดทั่วไปหมดตั้งแต่ข้าวของใช้ในครัว เสื้อผ้า ของเล่น ขนม และของฝาก

สกุลเงินที่ฟินแลนด์ ใช้ “ยูโร” ครับ ไม่สามารถใช้เงินโครนาร์ของที่อื่น
ต้องจบแค่นี้ก่อนครับ เพราะเพียงดราฟท์ก็ปาเข้าไปสิบหน้ากระดาษแล้ว

สวัสดีครับ เหโด่
(เหโด่ เป็นคำกล่าวอำลา แล้วพบกันอีก)










วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Copenhagen อยากชมอะไรบ้าง

           การบินไทย รักเราเท่าฟ้า พาเดินทางข้ามทวีปมายุโรปเหนือ เที่ยวบิน TG950 ออกเวลาตีหนึ่งเศษจากสุวรรณภูมิ มาถึงสนามบินโคเปนเฮเกน หรือสนามบินคาสทรุป Kastrup (CPH) เวลาเช้าเกือบแปดโมงเช้าเวลาท้องถิ่น (ช้ากว่าบ้านเรา 6 ชั่วโมง) ระยะทาง 5,365 ไมล์ ใช้เวลาบิน 11 ชั่วโมงครึ่ง แตะรันเวย์ด้วยความนุ่มนวล เชื่อมือได้
            ที่สนามบินโคเปนเฮเกน พอผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองรับกระเป๋าแล้วก็เดินมาพบสุภาพสตรีสองท่านยืนรออยู่ที่ชั้นสอง ข้างบันได เหลือบขึ้นไปมองทักทายและถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เธอคือ Girls at the Airport นั่นเองครับ

Girls at the airport. (Kastrup airport)

           จุดแรกที่จะไปเดินชม ก็ขอเลือกไปยังถิ่นเก่าที่เคยมาครั้งหนึ่ง เมื่อแปดปีก่อน คือ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และโบสถ์โคเปนเฮเกน อยากจะทราบว่าเปลี่ยนแปลงไปมากหรือน้อย อยากไปนั่งตรงขั้นบันไดที่เคยนั่งหลบฝนคอยเพื่อน

มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (สถานที่เก่า เดี๋ยวนี้มีอีกที่หนึ่ง)

              Cathedral of Copenhagen หรือ Church for Our Lady (Copenhagen) หากเป็นภาษาเดนมาร์ก เขาเรียกว่า Vor Frue Kirke ครับ เป็นโบสถ์ที่ไม่โตนัก สร้างอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยเลย แบบก็เรียบง่าย เพราะเป็นโบสถ์ในนิกายลูเธอร์แลน ซึ่งเป็นโปรแตสแตนท์แบบเรียบง่ายอยู่แล้ว แต่บรรยากาศสงบและน่าเลื่อมใส สองข้างผนังก็เป็นรูปปั้นของนักบุญ ที่นี่เขาเรียกว่า Icon มีหลายองค์เลยครับ



        พระราชวังคริสเตียนบอร์ก Christiansborg Slotlplads เคยเป็นสถานที่ก่อสร้างปราสาทหลายยุคหลายสมัยได้แก่ Absalon's Castle ปราสาทอับซาลอน ของบิชอปอับซาลอน ซึ่งกอบกู้ประเทศเดนมาร์ก, Copenhagen Castle ปราสาทโคเปนเฮเกนของบิชอปรอสไคลด์ และพระเจ้าอีริคที่ 7 ,  ปราสาทคริสเตียนบอร์กหลังแรกพระเจ้าคริสเตียนที่ 6 , ปราสาทคริสเตียนบอร์กหลังที่สอง ของพระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 6 - 7 , แล้วก็ถึงพระราชวังองค์ปัจจุบัน (ที่สร้างหลายๆครั้งเพราะองค์เก่าเกิดอัคคีภัย ชำรุดเสียหาย)
        ปัจจุบันเป็นสถานที่ทำการของรัฐสภา ที่ทำการของรัฐบาล ที่ทำการของศาลสูง นับเป็นสถานที่ของศูนย์รวมอำนาจของประเทศครับ อำนาจสูงสุดทั้งสามอยู่ที่นี่

อนุสาวรีย์พระเจ้าคริสเตียนที่ 9 ทรงม้า

ภาพวิวด้านตรงข้ามกับพระราชวัง

 ลานหน้าพระราชวังคริสเตียนบอร์ก

                เดินเข้าประตูกลางของพระราชวังที่เรียกว่า King's Gate เข้าไปชมภายในบริเวณ ห้องต่างๆปิดไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเป็นสถานที่ราชการ เราเพียงเดินชมบริเวณเท่านั้น
(ดูตามแผนที่ เดินตามแนวลูกศรสีแดง) ปีกสองข้างของพระราชวังรูปตัว ยู ปีกขวาเป็นของรัฐบาล ปีกซ้ายเป็นของศาลสูง 


         ตรงพื้นที่สีเขียวเป็นสวนสาธารณะ Royal Library Garden  (แต่เดิมบริเวณนี้เป็นทะเลที่เรือสินค้าเข้ามาเทียบได้ แต่ภายหลังถมทะเลกลายเป็นพื้นดินให้สร้างสวนสาธารณะ)


 ห่วงเหล็กหลังเก้าอี้ในสวน เคยเป็นที่ผูกเรือกับท่าน้ำ ปัจจุบันอยู่หลังเก้าอี้นั่งเล่นชมสวนไปแล้ว

 อาคารเก่าแก่ด้านหน้าพระราชวังมีอายุกว่า 400 ปี ลักษณะสวยงามมาก แม้จะดูเก่าไปสักหน่อย

 ประตูด้านข้างตึกเตี้ยมาก ผมจะผ่านเข้าไปต้องย่อตัว ไม่ใช่เพราะฝรั่งตัวเล็ก แต่เดิมประตูสูงใหญ่ เพราะอยู่ที่ริมน้ำ แต่พอถมทะเลถมดินเสียสูง ประตูเลยเตี้ยไป

หากจะมาพักอยู่สักหลายวันขอแนะนำร้านที่หาซื้อของกินขบเคี้ยวไว้เวลาท้องร้องครับ 


         จุดต่อไปอยู่ริมทะเลเป็นสถานที่ที่คนทั่วโลกมุ่งหมายที่จะไปเยือน หากมาถึงโคเปนเฮเกน ต้องไปทักทายแม่เงือกน้อยที่น่ารักนั่งเศร้าสร้อยบนก้อนหินอันโดดเดี่ยว
         คุณฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน เล่าว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (นานมากจริงๆ) เจ้าแห่งนครบาดาลมีธิดาเงือกน้อย 6 คนอายุห่างกันคนละหนึ่งปี  เมื่ออายุครบ 15 ปีจะได้รับอนุญาตให้ว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำชมโลกมนุษย์  เหตุก็เกิดขึ้นเมื่อเงือกน้อยว่ายน้ำขึ้นมาปะพบเจ้าชายหนุ่มรูปงามประสบเหตุทางเรือโดนพายุล่ม สลบ หมดสติ เงือกน้อยก็ช่วยนำเข้าฝั่ง (ก็ช่วยได้แค่นี้) ก็มีหญิงสาวจากโบสถ์มาพบเลยช่วยเหลือต่อจนเจ้าชายรอดตาย (เจ้าชายไม่ทราบว่าเงือกน้อยเป็นคนช่วย เพราะสลบไปนาน)  เงือกน้อยนั้นต้องเสน่ห์หนุ่มรูปหล่อ จึงไปถามแม่มดเงือกว่าจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้มั้ย แม่มดตอบว่า ได้เพียงแต่ดื่มน้ำมนต์ไป ท่อนหางจะกลายเป็นขา แต่ผลข้างเคียงคือจะเจ็บปวดทุกย่างก้าว และอายุสั้น (เงือกอายุราว 300 ปี) เงือกน้อยถูกพิษรักครอบจนหมดทางต้องเดินหน้าอย่างเดียว รับน้ำมนต์มาดื่ม ก็กลายร่างเป็นหญิงสาวสวยเต้นรำเก่งมาก แต่ใครจะไปทราบได้ว่า เจ้าชายไปหลงรักหญิงสาวที่โบสถ์ซึ่งช่วยชีวิตเจ้าชายเอาไว้เสียแล้ว เงือกน้อยจึงมีแต่เศร้าสร้อยนั่งอย่างโดดเดี่ยวบนก้อนหิน พี่น้องเงือกมาปลอบและนำมีดแม่มดมาแนะนำว่าให้ฆ่าเจ้าชาย เอาเลือดหยดลงบนขาก็จะกลายเป็นเงือกเหมือนเดิม  แต่เงือกน้อยรักเจ้าชายจริงๆ ไม่สามารถฆ่าเจ้าชายได้ลงคอ จึงคงนั่งหัวใจแตกสลายจนบั้นปลายชีวิตตายกลายเป็นฟองน้ำทะเล  ช่างน่าหดหู่อะไรเช่นนี้  เราไปช่วยปลอบประโลมเธอดีกว่านะครับ


        จากจุดนี้เราสามารถเดินต่อไปชมฐานทัพเรือเดนมาร์กอันเกรียงไกรในอดีต ไปชมน้ำพุเกฟิออน และโบสถ์เซนต์อัลบานแองกลิแคน (ให้ดูตามแผนที่ และลูกศรสีแดงนำทาง)


              จุดแรกที่ออกจากแม่เงือกน้อย ก็จะพบเทพธิดาแห่งชัยชนะ ยืนถือช่อมะกอก ให้ขวัญกำลังใจแก่กองทัพเรือ ให้นำชัยชนะ และเรือสินค้าให้ประสบความสำเร็จในการค้าโพ้นทะเล

         อาคารในฐานทัพเรือ Kastellet อาคารสวยงาม ทาสีสวยงาม  อยู่ในสภาพสมบูรณ์ สถานที่น่าเดินเที่ยวแบบช้าๆ นั่งเล่นรับลมเย็น

 ปืนใหญ่สมัยสงครามโลก



 อนุสาวรีย์ทหาร สงครามโลกครั้งที่ 2

        เดินอ้อมข้ามสะพานตามแผนที่มา สิ่งแรกที่จะพบ คือยอดแหลมของโบสถ์ แล้วก็เห็นอนุสาวรีย์น้ำพุเกฟิออน
        น้ำพุเกฟิออน Gefionspringvandet เป็นตำนานเล่าขานถึงการก่อสร้างประเทศจากตำนานของชาวเหนือที่เรียกว่า Norse Mythology หรือ Scandinavian Mythology เล่าว่า เทพธิดาเกฟิออน ได้รับคำมั่นสัญญาจากกษัตริย์สวีเดนพระนามว่า Gylfi จะพระราชทานที่ดินให้แก่เทพีเกฟิออน หากว่านางสามารถไถดินในชั่วหนึ่งราตรี ได้ที่ดินเท่าใด จะพระราชทานให้เท่านั้น เทพีเกฟิออนจึงเนรมิตรบุตรชายทั้งสี่เป็นโคที่ล่ำสันบึกบึน ออกไถตลุยไปชั่วเวลาหนึ่งราตรีก็ได้พื้นดินตรงที่เรายืนคือเกาะซีแลนด์ Zealand เป็นที่ตั้งกรุงโคเปนเฮเกนทุกวันนี้ละครับ (มีคนเขาเล่าต่อว่า เชื่อมั้ยว่า เกาะนี้จริงๆแล้วก็คือดินแดนที่ยกมาจากทะเลสาบมาลาเรนในสวีเดนนั่นเอง เพราะรูปเหมือนกันเลย แต่หากพูดแบบนี้เพื่อนชาวสวีเดนจะเขกศีรษะเราได้นะครับ) น้ำพุเกฟิออนนี้เป็นผลงานของศิลปินชื่อ แอนเดอร์ส บุนด์การ์ด Anders Bundgaard มูลนิธิคาร์ลสเบิร์กเป็นผู้มอบให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองในโอกาสครบรอบปีที่ 50


 โบสถ์เซนต์อัลบานส์แองกลิแคน

            จุดหมายต่อไป คือพระราชวังอมาเลียนบอร์ก ไปให้ทันเวลาเที่ยงตรงจะได้ชมพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ในชุดสีน้ำเงินสวมหมวกพู่สีดำ
 ภาพโอเปร่าเฮาส์ ซึ่งถ่ายภาพจากด้านหลังพระราชวังอมาเลียนบอร์ก (อยู่คนละฝั่งน้ำครับ)


 พระราชวังพระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 8 (Frederick VIII's Palace or Brockdorff's Palace)

         หลังเที่ยงแล้วไปหาอาหารกลางวันได้แล้ว ตอนบ่ายไปชมสวนสนุกทิโวลี่

         สวนสนุกทิโวลี่ Tivoli เป็นสวนสนุกคู่บ้านคู่เมืองโคเปนเฮเกนมาเลย นับถึงเวลานี้ก็ 170 ปีเข้าไปแล้ว (เพราะเปิดเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ.2386) ผู้ก่อตั้งคือ คุณจอร์จ คาร์สเตนเซ่น ข้างในมีเครื่องเล่น 27 จุด มีโรลเล่อร์โคสเตอร์ตั้ง 4 แห่ง


 ภาพฝาท่อสวยดี เลยนำมาฝาก
 เรือใบลำนี้จอดมานานแล้ว (มาครั้งที่แล้วก็มาถ่ายรูปตรงนี้เหมือนกัน)

           ตลุยถนนช้อปปิ้ง (ถนนคนเดิน) กลางกรุงโคเปนเฮเกนที่ต้องไปให้ได้ คนที่ชอบช้อปก็ต้องไปให้ได้ มีร้านรวงมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์ดังที่คนไทยชอบมีครบ  แม้แต่บูติกของเนสเพรสโซ่ก็มีดีมั้ยครับ
ถนนนี้เรียกว่า ถนนสตรอยเกท์ Stroget Street เป็นถนนเริ่มต้นทางตะวันออกที่บริเวณท่าเรือใหม่ Nyhavn ที่เรียกว่า Kongens Nytorv (The King's New Square) ไปยังด้านทิศตะวันตก ถึงจัตุรัสศาลาว่าการ City Hall

          ดูตามแผนที่ เดินเท้า แต่ละแยกที่จุดสังเกต เป็นระยะครับ
          ระหว่างกลางทางจะมีลานกว้างและน้ำพุอยู่สองแห่ง ได้แก่
 1. Amagertorv อมาร์เกอร์ทอร์ฟ มีจุดสังเกตคือ ร้านหลุยส์ และน้ำพุนกกระสา Stork Fountain และอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเรียกว่า Mathias Hansen House มีท่อระบายน้ำโลหะ ลวดลายเป็นมังกร (ปัจจุบันเป็นอาคารของราชการไปแล้ว เพื่ออนุรักษ์เอาไว้)



 อีกด้านหนึ่งของอมาร์เกอร์ทอร์ฟ เป็นอนุสาวรีย์ของบิชอปอับซาลอน

 ตรงพื้นที่ข้างลานเป็นที่จอดของรถสามล้อหลายประเภท (บางแบบคล้ายของบ้านเรา) มีชาวเดนมาร์กขี่ให้เรานั่ง สนนราคา 50 โครนาร์

2. Gammeltorv จัตุรัสแกมเมล มีจุดน่าสนใจคือ น้ำพุอุ้มลูกจูงหลาน Caritas Well



         สุดถนนสตรอยเกท์ ด้านทิศตะวันออก เป็นบริเวณท่าเรือใหม่ (Nygavn) มาชมอาคารโกดังที่มีมาแต่โบราณ แต่บูรณะทาสีสดใสสวยงาม ที่จุดนี้มีเรือบริการนักท่องเที่ยว เดินทางชมเมืองทางน้ำ เขามีบริการให้ลงเรือได้สองจุด คือ ที่นี่จุดหนึ่ง และอีกจุดหนึ่งอยู่ที่ Gammel Strand ซึ่งท่านสามารถเดินไปจาก Amagertorv ไปทางตะวันออกจะพบคลองให้ลงเรือที่นั่น


 ในหน้าร้อน แทบทุกหนทุกแห่งจะเห็นเขาจัดเทศกาลดนตรีแจ้ส  ที่นี่ก็ไม่ยกเว้น บริเวณท่าเรือใหม่ มีสมอยักษ์ วางอยู่เป็นอนุสรณ์ แต่มาคราวนี้ถ่ายรูปได้แถมเด็กฝรั่ง ปีนเล่นกันสนุกสนาน

        เหนื่อยมากแล้วสำหรับวันนี้ ไปที่พักดีกว่านะ  ขอแนะนำโรงแรมที่พัก Bella Sky Comwell Hotel Copenhagen เป็นโรงแรมใหญ่มาก มีห้องประชุมระดับนานาชาติ คนดังมาพักกันประจำ ถ้าอยากไปกระทบไหล่คนดังก็ต้องเป็นที่นี่ เพียงแต่อยู่นอกเมือง  แต่ก็ไม่ไกลนักครับ มีรถเมล์สองสายจากเมืองผ่านเข้ามาใต้ห้องนอนท่านเลย

 ภาพห้องนอนผม

 ห้องนั่งเล่นเชื่อมระหว่างสองอาคาร

 เป็นไงครับภาพโรงแรม แปลกตามากครับ


 สัญลักษณ์กบยิมนาสติก Good Luck

         สวัสดีตอนเช้า วันนี้มีเวลาครึ่งวันกว่า พอจะเที่ยวในเมืองต่อได้ เพราะเย็นนี้จะไปลงเรือ DFDS เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศนอร์เวย์ครับ
        ไปเดินจัตุรัสกลางเมืองเลย ตรง City Hall นั่นละครับศูนย์กลางเลย
 นี่คือน้ำพุมังกรหน้าศาลาว่าการกรุงโคเปนเฮเกน




 ศาลาว่าการกรุงโคเปนเฮเกน

 แอบทักทายเพื่อนรุ่นพี่นักเล่าเทพนิยาย คุณฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน สักนิดหนึ่ง

 ไปสะดุดฝาท่ออีกแล้ว เอามาฝากครับ

 หน้าศาลาว่าการกรุงโคเปนเฮเกน

            มีเวลาสักชั่วโมงเศษ สามารถไปซื้อตั๋วลงเรือที่ Gammel Strand ชมเมืองฉบับย่อได้

 ภาพเรือดำน้ำลำสุดท้ายของเดนมาร์ก

 ภาพพระราชวังอมาเลียนบอร์ก และโบสถ์ ถ่ายจากในเรือ

 เรือแวะจอดให้ชมและถ่ายรูปโบสถ์สวยชื่อ Vor Frelsers Kirke

 ภาพนูนต่ำบนสะพานที่เรือลอด บางแห่งก็เตี้ย บางแห่งก็แคบ บางแห่งก็เลี้ยวหักศอก (เส้นทางดูจากแผนที่ข้างล่างนี้)


        หากยังมีเวลาเหลือ ก็แนะนำให้ไปเยือนแหล่งผลิตเบียร์รายใหญ่อีกรายหนึ่งของโลกใบนี้ เธอคือ คาร์ลสเบิร์ก ที่พวกเรารู้จักกันดี  จะได้ลองชิมเบียร์ดำที่เคยผลิตในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้ผลิตขาย คงผลิตให้ผู้มาเยือนได้ชิม (ผมชิมดูแล้วอร่อยดี ทำให้นึกถึงสเตราส์ เบียร์ดำตราคอหมา)


 ฝาท่อในโรงเบียร์ ก็สวยไม่แพ้ที่อื่น (ของฝากอีกชิ้น)


          ค่ำคืนนี้จะต้องรอนแรมในเรือ DFDS เพื่อเดินทางจากโคเปนเฮเกน ไปยังออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นอีกประสบการณ์ที่ต้องสัมผัส คนท้องถิ่นเขาก็นิยมเดินทางแบบนี้เหมือนกัน เนื่องจากไม่ได้เสียเวลาอะไร กลางคืนก็นอนในเรือ ไปเช้าที่โน่น คนท้องถิ่นที่นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาด้วยก็โหลดเข้าชั้นล่างซึ่งเป็นเฟอร์รี่สามารถบรรทุกรถได้จำนวนมาก จะเห็นว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง มากับรถเข้าแถวลงเรือกันยาวเหยียด มีชาวดอยไม่กี่คนคือพวกเรา

 เตียงนอนข้างล่าง มี 2 ข้าง (ซ้าย ขวา) ยังมีที่นอนข้างบนอีก รวมแล้วห้องหนึ่งพักได้ 4 คน

 เสบียงที่ตุนเป็นผลไม้ประเภทเบอร์รี่ บำรุงสุขภาพ

แต่ว่าบนเรือมีบริการทุกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าอาหารการกิน กาแฟ เครื่องดื่มมึนเมา กาสิโนย่อยๆ ประเภทหยอดเหรียญ ร้านค้าปลอดภาษี คาราโอเกะ บาร์ต่างๆ

 แผนที่สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณกลางเมือง โดยรอบถนนสตรอยเกท์

 จุดสำคัญๆที่น่าจะไปเที่ยว (สีม่วงคือแนวถนนสตรอยเกท์)



แผนที่สวนสนุกทิโวลี่ (จุดสำคัญคือห้องน้ำ วงกลมสีเหลือง)